การดำเนินมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน


ออนไลน์ : 3

หัวข้อ :: การดำเนินมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน

CURT
 
 
ประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
เรื่อง มาตรการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ
------------------------------------
                         ด้วยพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 บัญญัติขึ้นเพื่อรองรับสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยหน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามอำนาจหน้าที่ตามภารกิจของหน่วยงาน และจัดให้มีการเผยแพร่ให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานรัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
                         องค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ จึงได้ดำเนินการได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำขึ้น เพื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของทางราชการ อย่างน้อยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้อย่างสะดวก โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำได้จัดข้อมูลไว้ ณ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ และเว็บไซต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
                       ดังนั้น เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ มีความถูกต้อง ครบถ้วนชัดเจน และเป็นปัจจุบัน ซึ่งทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยสะดวกและมีประสิทธิภาพตามที่ประกาศเจตจำนงต่อบุคลากรและสาธารณชน จึงกำหนดมาตรการในการเผยแพร่ข้อมูลต่อ
สาธารณะ ดังนี้
  1. ลักษณะหรือประเภทข้อมูลที่ต้องเผยแพร่ต่อสาธารณชน                                                  
หมวดหมู่ข้อมูล รายละเอียดข้อมูล
1. เกี่ยวกับหน่วยงาน
 
- ประวัติความเป็นมา                                                                               - วิสัยทัศน์                                                                           - พันธกิจ                                                                          - ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา                                                                             - ภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ อบต.                                                                         - กรอบโครงสร้าง อบต.                                                                            - บุคลากร                                                                      - แผนพัฒนาท้องถิ่น                                                                      - ข้อบัญญัติงบประมาณ
- แผนการดำเนินงาน
- แผนอัตรากำลัง
- การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
- รายงานผลการดำเนินงาน
- รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี
- งบแสดงฐานะทางการเงิน
 
     
 
(๒)
 
หมวดหมู่ข้อมูล รายละเอียดข้อมูล
  -ข้อมูลการติดต่อ ประกอบด้วย ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์โทรสาร
-ที่อยู่ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail Address)
2. ข่าวประชาสัมพันธ์ - ข่าวสารประชาสัมพันธ์ทั่วไป
- ข่าวสารและประกาศของหน่วยงาน เช่น ประกาศ
รับสมัครงาน ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง
- กิจกรรมของหน่วยงาน
3. เว็บลิงค์ - หน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง
- เว็บไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจ
4. บริการประชาชน - คู่มือประชาชนตามพระราชบัญญัติอำนวยความ
สะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.
2558
- คลังความรู้
- แจ้งเรื่องร้องเรียน
- คู่มือการปฏิบัติงาน
- กระดานถาม-ตอบ
5. กฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง - กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติ พระราช
กฤษฎีกา ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
6. ข้อมูลการบริการ - แสดงข้อมูลการบริการตามภารกิจของหน่วยงาน
พร้อมคำอธิบายขั้นตอนการบริการ
7.ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม - ส่วนที่ให้บริการประชาชนสำ หรับดาวน์โหลด
เอกสารแบบฟอร์มต่างๆ ของหน่วยงาน
 
 
                 2. หน้าที่ความรับผิดชอบและการตรวจสอบข้อมูล
           มีเจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์ข้อมูลข่าวสารของทางราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำมีหน้าที่รวบรวมเอกสาร และปรับปรุงเอกสารตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนดให้ต้องมีประจำศูนย์ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้คำแนะนำในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 กำหนดไว้ และปฏิบัติงานในด้านเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้อง บรรลุวัตถุประสงค์ของทางราชการตามรายชื่อ ดังนี้
                       1. นางดาวดาว ทองนาเมือง             เจ้าพนักงานธุรการ
                2. นางสาวกรรณิการ์ ประชานอก     ผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ
                3. นางสาวณัฐฐินันท์ เบ็ญจรูญ         เจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์        
 
                    จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
                          ประกาศ ณ วันที่  21 เดือน มิถุนายน  พ.ศ. 2562
 
 
 
                                                          ( นายสุวิทย์ ชินเนหันหา )
                                                    นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
 
มาตรการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริต
            ตามยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ มีแนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริต/แจ้งเบาะแส ด้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ทั้งนี้ จึงได้กำหนด หลักเกณฑ์ มาตรการ และแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรื่องร้องเรียน กรณีเกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ขึ้น ดังนี้
           “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้างในองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
            “ทุจริต” หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์ที่มีควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผู้อื่น
           “ประพฤติมิชอบ” หมายความว่า การที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงินหรือทรัพย์สินของส่วนราชการ ไม่ว่าการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัตินั้นเป็นการทุจริตด้วยหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึงการประมาทเลินเล่อในหน้าที่ดังกล่าวด้วย
             “ข้อร้องเรียน” หมายถึง ข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริต การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัด และข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความรับผิดชอบ ต่อประชาชน ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งและไม่มีธรรมาภิบาล ตามที่มีกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการที่เกี่ยวข้องได้กำหนดไว้
             หลักเกณฑ์และรายละเอียดในการร้องเรียน
๑. หลักเกณฑ์การร้องเรียน
                 เรื่องที่จะนำมาร้องเรียนต้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย อันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ ในเรื่องดังต่อไปนี้
                (๑) กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
                (๒) กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
                (๓) ละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
                (๔) ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกิดสมควร
                (๕) กระทาการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือขัดหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
๒. เรื่องที่ร้องเรียนต้องเป็นเรื่องจริงที่มีมูล มิใช่ลักษณะกระแสข่าวที่สร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ขาดหลักฐานแวดล้อมที่ปรากฏชัดแจ้ง ตลอดจนขาดพยานบุคคลแน่นอน
๓. ข้อร้องเรียนให้ใช้ถ้อยคำสุภาพและต้องระบุข้อมูลต่อไปนี้
               * ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียน
               * ชื่อหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่เป็นเหตุแห่งการร้องเรียน
               * การกระทำทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการร้องเรียน พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว
                    * คำขอของผู้ร้องเรียน
                   * ลายมือชื่อของผู้ร้องเรียน
                   * ระบุวัน เดือน ปี
                   * ระบุพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล (ถ้ามี)
                   * กรณีการร้องเรียนที่มีลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์จะรับพิจารณาเฉพาะรายที่ระบุ หลักฐานกรณีแวดล้อมปรากฏชัดแจ้ง ตลอดจนชี้พยานบุคคลแน่นอนเท่านั้น
๔. เรื่องร้องเรียนที่อาจไม่รับพิจารณา
                   * ข้อร้องเรียนที่ไม่ระบุพยานหรือหลักฐานที่เพียงพอ
** ช่องทางการร้องเรียน ผู้ร้องเรียนสามารถส่งข้อความร้องเรียนผ่านช่องทาง ดังนี้
                    ๑) ส่งข้อร้องเรียนหรือร้องเรียนด้วยตนเองโดยตรงที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ หมู่ที่ 2 ตำบลบัวคำ อำเภอโพธิ์ชัย  จังหวัดร้อยเอ็ด รหัสไปรษณีย์ 45230
                    ๒) ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์สำนักงานที่ http://www.buakham.go.th
                    ๓) ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมตำบลบัวคำ
                    ๔) ร้องเรียนทางโทรศัพท์ /ศูนย์ดำรงธรรมตำบลบัวคำ  ๐๔๓-๐๓๙๘๓๒
 
  
 
                                                             (นายสุวิทย์  ชินเนหันหา)
                                                      นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
 
มาตรการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วม
                  การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การกระจายโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองการบริหารเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรของชุมชนและของชาติ ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน การมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย ตลอดจน การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐ
                 ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ ได้กำหนดวิธีการให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นได้ ดังนี้
                 * การลงสมัครเป็นผู้บริหารหรือสมาชิกสภา อบต.
                 * การใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารหรือสมาชิกสภา อบต.
                 * การเสนอให้มีการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น
                 * การเสียภาษีอากร และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ อบต. จัดเก็บเพื่อนามาใช้ในการบริหารงาน
ภายในหน่วยงาน
                * การให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้บริหารท้องถิ่นในการดำเนินงาน/โครงการต่างๆ
                การมีส่วนร่วมตรวจสอบการบริหารงานของ อบต.
                 ๑) ติดตามตรวจสอบการบริหารงานของ อบต. ว่าดำเนินงานด้วยความโปร่งใสยุติธรรมตรงตามความต้องการของประชาชนหรือไม่
                 ๒) ติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตามข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ของ
อบต. ว่าถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์หรือไม่
                 ๓) ขอทราบข้อมูลข่าวสารจาก อบต. หากเห็นว่าทำงานไม่โปร่งใส
                 ๔) การเข้าร่วมประชาคมท้องถิ่นเพื่อแสดงความคิดเห็นประกอบการพิจารณาแผนงานโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่น
                ๕) ตรวจสอบแผนพัฒนาของ อบต. ว่าตรงกับปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนหรือไม่
                ๖) คัดค้านข้อบังคับ หรือมติของ อบต. ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
                ๗) ถอดถอนผู้บริหารหรือสมาชิกสภา อบต. ที่มีพฤติกรรมไม่สุจริต
 
  
                                                            (นายสุวิทย์  ชินเนหันหา)
                                                      นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
 
 
มาตรการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ
                  เพื่อให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตามแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน จึงได้กำหนดแนวทางนโยบายมาตรการภายใน เพื่อส่งเสริมหน่วยงานให้มีคุณธรรมและความโปร่งใส ป้องกันการทุจริตตรวจสอบได้ ลดการใช้ดุลพินิจของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้การดาเนินงานเป็นมาตรฐานทิศทางเดียวกัน คือ มาตรการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ โดยกำหนดแนวทางดังนี้
                 ๑) ให้มีคู่มือการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานที่อยู่ในภารกิจหลักของหน่วยงาน
                 ๒) ให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามคู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักของหน่วยงาน
                 ๓) ให้มีการนำเผยแพร่ และจัดเก็บประมวลข้อมูลสามารถสืบค้นได้
                 ๔) ให้มีการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน
                 ๕) ให้มีการติดตาม ทบทวน หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นมาตรฐานและถูกต้องอยู่เสมอ
 
  
 
                                                             (นายสุวิทย์  ชินเนหันหา)
                                                      นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
 
มาตรการส่งเสริมความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง
                        เพื่อให้การบริหารการจัดซื้อจัดจ้าง ขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ จึงได้กำหนดมาตรการส่งเสริมความโปร่งใส ในการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนี้
                       ๑. ให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ดำเนินการเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ระเบียบ กฎหมาย
                       ๒. ให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการบันทึกรายละเอียด วิธีการ และขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลางผ่านทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์(Electronic Government Procurement e-GP) ตามวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนดแต่ละขั้นตอน ดังนี้
                     (๑) จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง
                     (๒) ทำรายงานขอซื้อหรือขอจ้าง
                     (๓) ดำเนินการจัดหา
                     (๔) ขออนุมัติสั่งซื้อหรือจ้าง
                     (๕) การทำสัญญา
                     (๖) การบริหารสัญญา
                     ๓. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
                    ๔. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ของตนหาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างกับองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
                    ๕. ให้หัวหน้าหน่วยงาน กำกับ ดูแล การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
 
 
 
                                                             (นายสุวิทย์  ชินเนหันหา)
                                                      นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบัวคำ
 
 
 
มาตรการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม
      นิยามศัพท์ผลประโยชน์ทับซ้อน
                   ๑. ความหมายของผลประโยชน์ทับซ้อน “Conflict of Interest” เป็นภาษาต่างประเทศซึ่งมีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในรอบหลายปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง หรือผู้ดารงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรต่าง ๆซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชโดยส่วนรวม ทำให้บรรดานักวิชาการและผู้คนในสังคมไทย ต่างได้ให้คำจำกัดความ หรือความหมายของคำว่า
“Conflict of Interest” ไว้แตกต่างกันออกไป ดังนี้ สารานุกรมวิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org) อธิบายความหมายไว้ว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) คือ ภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือ ผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐาน เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้น ในการกระทำที่เป็นกลางลดลง ดร.วิทยากร เชียงกูล ได้ให้ความหมายของคำว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง ผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ส่วนรวมของผู้มีอำนาจหน้าที่ ที่ต้องตัดสินใจทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ขององค์กรภาคธุรกิจ เอกชน และเจ้าหน้าที่ภาคประชาสังคม(Civil Society) ผาสุก พงศ์ไพจิตร ได้อธิบายความหมายของ ผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง การทับซ้อนของผลประโยชน์ ของบุคคลที่มี ๒ สถานะ หรือมากกว่าในเวลาเดียวกัน คือ ตำแหน่งสาธารณะและตำแหน่งในบริษัทเอกชน ซึ่งบุคคล ดังกล่าวอาจมีความโน้มเอียงใช้อำนาจ และตำแหน่งสาธารณะหาผลประโยชน์ส่วนตัว
หรือแสวงหาประโยชน์ให้แก่ กลุ่มพวกพ้องของตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างง่ายดาย เช่น กรณีของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมีหุ้น หรือครอบครัวใกล้ชิดเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งได้รับสัมปทานหรืออยู่ในฐานะจะได้รับสัมปทานธุรกิจจาก รัฐ ขณะเดียวกันก็อยู่ในตำแหน่งสาธารณะที่เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการให้สัมปทานธุรกิจดังกล่าวด้วย ตัวอย่างที่พบ คือ การได้ชนะประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จากภาครัฐเพราะผู้ชนะประมูลมีพรรคพวกเป็นนักการเมือง หรือ บริษัทที่ชนะประมูลมีนักการเมืองร่วมหุ้นอยู่เป็นหุ้นลม การชนะประมูลดังกล่าวด้วยอิทธิพลทางการเมืองจะส่งผลให้ บริษัทผู้ชนะประมูลสามารถหากำไรเกินควรได้การคอร์รัปชั่นในโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐได้กลายเป็นแหล่งหารายได้ จากการคอร์รัปชั่น ที่สำคัญของนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง Dr. Michael McDonald นักวิชาการด้านจริยธรรมแห่งมหาวิทยาลัย
British Columbia และ ผู้อานวยการ Centre for Applied Ethics ได้ให้คำนิยามของคำว่า Conflict ofInterest หมายถึง สถานการณ์ที่ บุคคล เช่น เจ้าหน้าที่รัฐ ลูกจ้าง หรือ นักวิชาชีพ มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนบุคคลมากพอจนเห็นได้ว่ากระทบต่อ การปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา (ภาวะวิสัยหรือเป็นกลาง) โดยมีองค์ประกอบที่ สำคัญ ๓ ประการ คือ องค์ประกอบประการแรก คือ ผลประโยชน์ส่วนตัว (Private interest)หรือผลประโยชน์ส่วนบุคคล (Personal interest) ซึ่งผลประโยชน์นี้อาจเป็นตัวเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ รวมถึงผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้ได้รับพึงพอใจ ส่วนนี้โดยตัวมันเองแล้วไม่เสียหายอะไรเพราะใครๆ ก็แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนกันทั้งนั้น เช่น การหางานใหม่ที่มีรายได้ที่ดีกว่าเก่า แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผลประโยชน์นี้ไปแย้งกับผลประโยชน์ ส่วนรวม องค์ประกอบที่สอง คือ การปฏิบัติหน้าที่โดยใช้สถานะและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือ เจ้าพนักงานของรัฐโดยขาดหลักจริยธรรมพื้นฐานในวิชาชีพตน ทั้งนี้เพราะอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เกิดจากการมีตำแหน่ง หรือการเป็นเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานตามกฎหมายองค์ประกอบสุดท้าย คือ เมื่อผลประโยชน์ที่ขัดแย้งนั้นไปแทรกแซงการตัดสินใจ หรือการใช้วิจารณญาณในทางใดทางหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จึงเห็นได้ว่าจากนิยามศัพท์ของนักวิชาการข้างต้นสามารถสรุปความหมายของผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) คือ ผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวมแล้วต้องเลือกเอา อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ตัดสินใจได้ยากในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเป็นธรรมและปราศจากอคติ
               ๒. รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน แบ่งออกเป็น ๗ รูปแบบ ได้แก่
                        ๑) การรับผลประโยชน์ต่างๆ (Accepting benefits) คือ การรับสินบน หรือรับของขวัญหรือผลประโยชน์ ในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมและมีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่นหน่วยงานราชการรับเงินบริจาคสร้าง สำนักงานจากนักธุรกิจหรือบริษัทธุรกิจที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงาน การใช้งบประมาณ ของรัฐเพื่อจัดซื้อจัดจ้างแล้ว เจ้าหน้าที่ได้รับของแถมหรือผลประโยชน์อื่นตอบแทน
                       ๒) การทาธุรกิจกับตัวเอง (Self-dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts) หมายถึงสถานการณ์ที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานที่ตนสังกัด เช่น การใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่ดินของตนเองในการ จัดสร้างสำนักงาน
                       ๓) การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งสาธารณะ หรือหลังเกษียณ (Post-employment) หมายถึง การที่บุคลากรออกจากหน่วยงานของรัฐ และไปทำงานในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกับที่ตนเองเคยมีอำนาจควบคุม กำกับ ดูแล
                       ๔) การทำงานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งบริษัท ดำเนินธุรกิจที่เป็นการแข่งขันกับหน่วยงานหรือองค์กรสาธารณะที่ตนสังกัด หรือการรับจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยอาศัยตำแหน่งในราชการสร้างความน่าเชื่อถือว่าโครงการของผู้ว่าจ้างจะไม่มีปัญหาติดขัด ในการพิจารณาจากหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่
                      ๕)การรับรู้ข้อมูลภายใน (Inside information) หมายถึง สถานการณ์ที่ผู้ดารงตำแหน่งสาธารณะ ใช้ประโยชน์จากการรู้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ของตนเอง เช่น ทราบว่าจะมีการตัดถนนไปตรงไหนก็รีบไปซื้อที่ดิน โดยใส่ชื่อภรรยา หรือทราบว่าจะมีการซื้อที่ดินเพื่อทำโครงการของรัฐ ก็รีบไปซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรและขายให้กับรัฐในราคาที่สูงขึ้น
                      ๖) การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานเพื่อประโยชน์ของธุรกิจส่วนตัว (Using youremployer’s property for private advantage) เช่น การนำเครื่องใช้ สำนักงานต่างๆ กลับไปใช้ที่บ้านการนำรถยนต์ในราชการ ไปใช้เพื่องานส่วนตัว
                      ๗) การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง (Porkbelling)
เช่น การที่รัฐมนตรีอนุมัติโครงการของกระทรวงไปลงในพื้นที่หรือบ้านเกิดของตนเอง หรือการใช้งบประมาณสาธารณะ เพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง จากรูปแบบประเภทต่าง ๆ ของปัญหาความขัดแย้งกันในประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม จะเห็นว่า โอกาสความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหามีสูงมาก เพราะปัญหาดังกล่าวมีขอบเขตครอบคลุมพฤติกรรมที่เข้าข่ายความ ขัดแย้งอย่างกว้างขวาง ดังนั้น กลไกหรือเครื่องมือส่วนใหญ่ที่ใช้ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งของผลประโยชน์ ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม คือ การมีหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงานของบุคคลสาธารณะ รวมถึงการ มีกฎหมายที่สามารถครอบคลุมถึงการกระทำผิด
เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนทุกรูปแบบ แผนภาพรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน การรับประโยชน์ต่างๆ (Accepting benefits) รับของขวัญ /เงินสนับสนุน/ เงินบริจาคจากลูกค้าของหน่วยงาน การทำธุรกิจกับตัวเอง (Self-dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts) มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับ หน่วยงานต้นสังกัด การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่ง สาธ??
วันที่ : 9 กรกฎาคม 63   View : 20